ส่งข่าวเฉพาะกิจ
ครั้งแรก
เรื่องของน้ำดำ
เรียนรู้กันแล้วค่อยรัก หรือ รักแล้วค่อยๆที่จะเรียนรู้กันไป
เมื่อครั้งยังบวชพระ
จดหมายของเพื่อนกบ
อ้วน
เช้งเม้ง
ผัดซีอิ๊ว
ไปงานหนังสือ-กลับมาพร้อมกับความสุข
มิตรภาพไร้พรมแดน
ไปจังหวัดฮ่องกง (2)
ไปจังหวัดฮ่องกง (1)
พี่สาวครับ
กุ๊กโอ๋
โปสการ์ดในกล่องเก็บความทรงจำ
5 ชอบ 5 ไม่ชอบ ประจำปี 2554
ไม่บ่อยนัก ที่จะได้กินข้าวแบบพร้อมกันทั้งบ้าน
ยำกุนเชียง หรือ ยำไส้กรอกจีน
ไปดูเขาแต่งงานกัน(อีกแล้ว)
ขอเร็วๆ ด่วนๆ ไวไว หน่อย
ตามหาหัวใจ(เป็ด)
หมูบะฉ่อ
"มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 แสนคน แยกไม่ถูกว่า อันไหนกะเพรา อันไหนโหระพา"
ไข่เจียว
ใหม่
แป้ง
(ละ)อ่อน






 

"รับจดหมายด้วยครับ" เสียงของพี่บุรุษไปรษณีย์ที่ผมได้ยินแทบทุกวัน
แปลกแต่จริง ที่บ้านผมพี่บุรุษไปรณีย์คนเดิม แทบจะต้องแวะมาที่บ้านผม เกือบทุกวัน 
ต้องมีอะไรมาส่งให้ จดหมาย โปสการ์ด ใบแจ้งเตือนค่าโทรศัพท์ ค่าอินเตอร์เนต
ค่าบัตรเครดิต ค่าประกัน จดหมายจากราชการ  โบชัวร์ของแมคโคร หรือไม่ก็พัสดุ ฯลฯ
เยอะแยะไปหมด ส่วนใหญ่ทุกครั้งพี่ไปรษณีย์จะพูดว่า "รับจดหมายด้วยครับ"
ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว ไม่ใช่จดหมายจริงๆสักหน่อย หรือไม่มีจดหมายเลยในบางครั้ง!!

จะว่าไปแล้วตั้งแต่การถือกำเนิดขึ้นมา ของอินเตอร์เนต ทำให้การสื่อสารมันย่อโลกแคบลงมา
การเขียนจดหมายจริงๆที่เขียนด้วยกระดาษและปากกา(ดินสอ) มันแทบจะสูญพันธุ์ ไปเลย
พวกเราใช้การส่งอีเมลล์ แทน ไม่รู้ว่า คนยุคนี้ยังเขียนจดหมายกันอยู่หรือเปล่านะ?
ลองนึกดูสิว่า เราได้จดหมาย(ไม่นับโปสการ์ดนะ)ที่เป็นการเขียนด้วยกระดาษ 
ฉบับสุดท้ายนานแค่ไหนแล้ว เราลืมลายมือคนที่เรารู้จักไปแล้วหรือยัง
สำหรับผมมีจดหมายที่คนที่รู้จักเขียนส่งให้ผมฉบับสุดท้าย ก็เมื่อหลายปีมาแล้ว
ผมยังเก็บเอาไว้อยู่ดีเลย ผมลองรื้อค้นหยิบเอามาอ่าน ยังรู้สึกยิ้มน้อย ยิ้มใหญ่
ไปกับตัวหนังสือของ มันได้ความรู้สึก มันได้อรรถรส ของการอ่าน
ได้เห็นรอยขีดฆ่าตัวหนังสือที่เขียนผิด บางตัวก็ต้องพยายามเดาว่าเขาเขียนมาว่าอะไร
บางทีก็อ่านไม่ออก แต่ก็สนุกดี 

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนยุคโทรศัพท์มือถือ เฟื่องฟู โทรศัพท์ตามบ้านก็ยังหาแทบไม่ค่อยจะมี
กว่าจะขอได้สักเครื่องก็รอกันจนเบื่อ จนลืมไปเลย อินเตอร์เนตนี่ยังไม่ต้องคิดถึงเลยยังไม่มี
(อินเตอร์เนตเชิงพาณิชย์ เริ่มมีใช้ในเมืองไทย ปี คศ 1997-98) 
การสื่อสารที่ผมใช้ติดต่อกับเพื่อนได้ดีที่สุดคือการเขียนจดหมาย
ผมเพิ่งย้ายจากรังสิต มาอยู่ที่ราชบุรี ได้ไม่นาน ก็เลยต้องติดต่อกับเพื่อนทางจดหมาย
เรียกว่า เขียนไปกว่าจะได้ตอบกลับมาก็เป็นอาทิตย์ เดือนหนึ่งก็เขียนคุยกันได้ 2-3 ฉบับ
แต่มันก็คุ้มค่าครับ การรอคอยจดหมายของเพื่อนแต่ละฉบับ ทำให้เราติดต่อกันพอหายคิดถึง
เขียนจดหมายคุยกันได้สักพักก็ มีโทรศัพท์บ้าน ก็เริ่มโทรคุยกันบ้าง แต่ก็ไม่นาน
เพราะค่าโทรศัพท์ตอนนั้นแพงมาก โทรจากราชบุรีไปกทม. เป็นโทรทางไกล
นาทีหนึ่งก็หลายบาทอยู่เหมือนกัน แต่เราก็ยังเขียนจดหมายคุยกันอยู่
จนไอ้เพื่อนผมมันเรียนจบ เริ่มมีการมีงานทำ พวกเราก็เลยเริ่มห่างๆกันไป ไม่ได้เขียนหากันอีก
จนมาถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย 

รูปแบบการเขียนจดหมายอีกอย่างหนึ่งที่ผมชอบคือ เพื่อนทางจดหมาย (PEN FRIEND)
เคยเขียน PF กันบ้างไหมเอ่ย การเขียนPFคือ เพื่อนทางจดหมายที่เราไม่เคยเจอกัน
แต่เราคุยกันได้เพราะมีเรื่องที่เราชอบเหมือนๆ กัน เพื่อนทางPF ของผมมีหลายคนครับ
แต่ที่ผมชอบคุยด้วยที่สุดคือ เธอเป็นผู้หญิงเรียนอยู่ม.5 โรงเรียนสตรีแห่งหนึ่งในกทม.
ส่วนผมตอนนั้นเริ่มเรียนรามฯ เรื่องที่เราคุยกัน คือ ฟุตบอลครับ เธอชอบดูบอล 
เราเขียนจดหมายคุยกันหลายฉบับ จนในที่สุดวันหนึ่งจดหมายที่ผมส่งที่เธอ ก็ถูกตีกลับมา
โดยบอกว่าที่อยู่ที่ผมส่งไปไม่มีชื่อผู้รับคนนี้ แล้วเพื่อนทางจดหมายของผมคนนี้เราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

มีเรื่องการเขียนจดหมายอีกเรื่องหนึ่งที่ผมจำมาได้จนถึงทุกวันนี้ ก่อนสอบปลายภาค
ตอนที่ผมเรียนม.1 วิชาภาษาไทย อาจารย์ให้พวกเราเขียนจดหมายถึงเพื่อน 1 ฉบับ
โดยเราจะเขียนส่งถึงเพื่อนเราจริงๆ หรือว่า จะเขียนส่งถึงเพื่อนต่างโรงเรียนแบบPF ก็ได้
โดยอาจารย์บอกว่าให้เราเขียนไปเลยว่าส่งไปหานักเรียนหมายเลขที่ เท่าไหร่ ของชั้นม.1/....
ของโรงเรียนนั้นๆ แล้วถ้าเพื่อนนักเรียนโรงเรียนนั้น เขียนตอบกลับมา เราจะได้คะแนนเพิ่ม
โดยส่งทางไปรษณีย์ แต่ห้ามบอกเพื่อนที่เราเขียนส่งไปว่า เป็นจดหมายที่ส่งเป็นการบ้าน
เป็นคะแนนเก็บ โดยอาจารย์จะขอดูจดหมายก่อนที่เราส่งไปให้เพื่อนว่าเราเขียนว่าอะไรบ้าง
ให้เวลาการตอบจดหมายกลับมาของเพื่อนก่อนสอบไล่ภาคปลาย ถ้าเพื่อนส่งจดหมายกลับมา
เราก็จะคะแนนเพิ่มอีก 5 คะแนน โดยการทำแบบนี้อาจารย์บอกว่า เป็นการฝึกการเขียน 
เพิ่มทักษะ ว่าเรามีความสามารถในการสื่อสาร และมนุษยสัมพันธ์ ไหม? 
และที่สำคัญถ้าเขาตอบกลับมาเราก็จะได้เพื่อนทางจดหมายเพิ่มขึ้นด้วย

ผมเลือกเขียนจดหมายกลับไปหาเพื่อนเก่า ที่ชื่อ กบ สุทธิพงษ์ เพื่อนที่เรียนชั้นประถมมาด้วยกัน
ผมไม่กล้าเขียนจดหมายหาคนที่ไม่รู้จักหรอก เพราะไม่รู้จะเริ่มยังไงด้วย
เลยเอาที่คิดว่าแน่ๆ เพื่อนเก่าเขาน่าจะยังนึกถึงเราอยู่น่าจะตอบกลับมาบ้าง
ผมเขียนจดหมายหากบ หนึ่งฉบับ แล้วไปให้อาจารย์ตรวจสอบ ก่อนที่อาจารย์จะปิดผนึกซอง
อ่อ อาจารย์จะเป็นคนเอาไปส่งที่ตู้ไปรษณีย์ให้เอง

ผมเฝ้ารอ ให้กบตอบจดหมายฉบับนั้นกลับมา แต่ก็ไม่มีวีแวว ของจดหมายตอบกลับของกบเลย
จนกระทั่งการสอบปลายภาค ม.1 ผ่านไป จดหมายของเพื่อนกบ ที่ผมรอก็ไม่ตอบกลับมา
ผลการเรียนวิชาภาษาไทยเทอมนั้นผมได้เกรด 3 ผมยังนึกเสียดายว่า ถ้าจดหมายของกบ
ตอบกลับมา ผมได้อีก 5 คะแนน เผลอๆเกรด 3 ของผมอาจจะกลายเป็นเกรด 4 ไปเลยก็ได้
ใครจะไปรู้

และแล้วในวันหนึ่งจดหมายของ กบ ก็ตอบกลับมาถึงผม จดหมายของกบ มาถึงผมแล้ว
ในจดหมายกบเขียนว่า ดีใจที่ผมเขียนจดหมายมาหา แต่เขาเรียนยุ่งมาก
ต้องขอโทษด้วยเลยไม่ค่อยมีเวลา เลยทำให้ตอบจดหมายกลับมาช้าไปหน่อย
ช้าที่ว่านี้ช้าจริงๆนะครับ เพราะกว่าที่กบ จะตอบจดหมายกลับมาหาผม
ตอนนั้นผมเรียนอยู่ ม.2 แล้วครับ 

     Share

<< อ้วน เมื่อครั้งยังบวชพระ >>

Posted on Thu 24 May 2012 5:01
สวัสดีค่ะ หนูเคยมีประสบการณ์เรื่องการเขียนจดหมายเพื่อนต่างโรงเรียน ตอนอยู่ประถม 6ค่ะ มันเป็นเรื่องประทับใจมากในครั้งนั้น เพราะถ้าหากเพื่อนคนนั้นที่เราเขียนถึง เขาส่งกลับมาให้เรา เราจะได้คะแนนเพิ่มอย่างที่พี่เล่าเหมือนกันค่ะ 55 แต่ยังไงก็ยังดีน้าค่ะ ที่เพื่อนพี่ยังตอบกลับมา
Massiya   
Tue 12 Jun 2012 15:41 [3]
 

แล้วเวลาหา pen friend นี่เราก้อเขียนแบบที่อาจารย์คุนเจ้าของไดบอกหรอคะ เคยสงสัยมานานว่า เวลาเค้าเขียนคุยกัน เค้าไปเอาที่อยุ่ที่ไหนยังไงกัน
pinkomlette   
Fri 25 May 2012 15:34 [2]

มาช้ายังดีกว่าไม่มา...อ่านเรื่องนี้แล้วคิดถึงpenpal สมัยก่อนครูให้เขียนหาจากstudent weekly
พี่รัตน์   
Thu 24 May 2012 5:59 [1]

Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh