ส่งข่าวเฉพาะกิจ
ครั้งแรก
เรื่องของน้ำดำ
เรียนรู้กันแล้วค่อยรัก หรือ รักแล้วค่อยๆที่จะเรียนรู้กันไป
เมื่อครั้งยังบวชพระ
จดหมายของเพื่อนกบ
อ้วน
เช้งเม้ง
ผัดซีอิ๊ว
ไปงานหนังสือ-กลับมาพร้อมกับความสุข
มิตรภาพไร้พรมแดน
ไปจังหวัดฮ่องกง (2)
ไปจังหวัดฮ่องกง (1)
พี่สาวครับ
กุ๊กโอ๋
โปสการ์ดในกล่องเก็บความทรงจำ
5 ชอบ 5 ไม่ชอบ ประจำปี 2554
ไม่บ่อยนัก ที่จะได้กินข้าวแบบพร้อมกันทั้งบ้าน
ยำกุนเชียง หรือ ยำไส้กรอกจีน
ไปดูเขาแต่งงานกัน(อีกแล้ว)
ขอเร็วๆ ด่วนๆ ไวไว หน่อย
ตามหาหัวใจ(เป็ด)
หมูบะฉ่อ
"มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 แสนคน แยกไม่ถูกว่า อันไหนกะเพรา อันไหนโหระพา"
ใหม่
แป้ง
(ละ)อ่อน






 

นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เขียนไดอะรี่

เลยแวะมาเขียน
จริงๆแล้วผมชอบการเขียนไดอะรี่นะมันเหมือนเป็นเพื่อน เวลาที่เราพิมพ์ๆเขียนๆ
เหมือนเราได้เล่าเรื่องได้คุยอะไรกับตัวเอง ทุกครั้งที่ผมเริ่มเขียนไดอะรี่จริงๆจังทีไร
มันรู้สึกช่วยจัดกระบวนความคิดในสมองให้มันนึก และคิดอะไรได้เป็นระบบ จริงๆนะ
อยากเขียนแต่ไม่มีเวลาจริงๆ เพราะเหนื่อยจากงาน อยากนอนมากกว่าอยากเขียน 
ส่วนคืนนี้ ยังไม่อยากนอนยังไม่ง่วง ก็เลยอยากเขียน อยากเล่า

มีคุณลูกค้า มาซื้อกับข้าว บอกว่าจะเอาไปใสบาตรให้พระลูกชาย
ก็เลยซื้อพวกของตุ๋น ในหม้อตุ๋นไป 
เพราะพวกกับข้าวแบบผัดๆกว่าจะถึงเช้า กับข้าวมันจะเซ็งหมดแล้ว
พ่อแม่ส่วนใหญ่เมื่อได้เห็นชายผ้าเหลืองของลูกที่บวชเป็นพระแล้ว 
ก็อยากจะใส่บาตรพระลูกชายด้วย

ผมเลยนึกถึงย้อนกลับไปตอนผมบวชเป็นพระบ้าง
การปฏิบัติกิจของสงฆ์ที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันอย่างหนึ่ง
คือ การออกบิณฑบาตร ตอนที่ผมบวชอยู่นั้น ผมจำได้2-3 วันแรกผมยังเป็นพระใหม่อยู่ 
หลวงพี่(ที่เป็นพระพี่เลี้ยง) ท่านก็ยังไม่ให้ผมออกบิณฯ 
เพราะท่านกลัวพระใหม่อย่างผมจะตื่นญาติโยม
กลัวว่าอุ้มบาตรพระที่ใส่ข้าวสวยร้อนๆ จะร้อนมือ 
กลัวว่าเดินไปบนพื้นถนนโดยที่ไม่ได้ใส่รองเท้าจะเจ็บเท้า
ก็เลยให้ผมเตรียมตัวเตรียมใจ อยู่วัดก่อนยังไม่ต้องออกบิณฑบาตร 
อีกอย่างหนึ่งผมบวชอยู่ในวัดตัวเมืองราชบุรีเลย และวัดก็ใกล้ตลาดมาก 
แล้วสายที่หลวงพี่(เลี้ยง)พาเดินบิณฑบาตร 
ก็เป็นสายที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านเดินบิณฯเป็นประจำ
ผมต้องเดินบิณฑบาตรสายที่มีญาติโยมใส่บาตรแบบเยอะมาก เดินผ่านตลาด
ยิ่งโดยเฉพาะถ้าเป็นวันพระ เรียกว่า เดินไปได้นิดเดียวบาตรก็เต็มล้นแล้ว

การเดินบิณฑบาตรผ่านในตลาดเป็นเรื่องแปลกๆของพระใหม่อย่างผม
ทุกครั้งที่มาตลาดแบบไม่ได้เป็นพระ ก็คุยก็ทักแม่ค้า คนโน่นคนนี้บ้าง
พอบวชเป็นพระ มันก็ต้องสำรวมมากขึ้น เรียกว่าเก็บอาการน่าดู
แม่ค้าในตลาดหลายๆคน ที่ผมรู้จัก พอรู้ว่าผมที่บวชเป็นพระใหม่มารับบาตรในตลาด
ก็จะมารอใส่บาตรพระใหม่กันเยอะเลย แล้วแอบแซวพระใหม่ อย่างผมบ้าง
พระใหม่อย่างเรา ก็ได้แต่แอบอมยิ้มเล็กๆ แหม ได้ทีแซวพระกันใหญ่เชียว
สว่นป๊า ม้าของผม ที่ตั้งใจว่าจะมาดักรอใส่บาตรพระลูกชาย
แต่เวลาเช้าๆแบบนี้ส่วนใหญ่จะนอนหลับอยู่เลย 
เลยทำได้แต่ทำกับข้าวไปให้ฉันเพลที่วัดแทน

แล้วเช้าวันหนึ่งหลวงพี่ที่เป็นพระพี่เลี้ยง ก็บอกผมว่า 
เมื่อไหร่โยมพ่อแม่ ของผมจะได้มาใส่บาตรพระลูกชายบ้าง
ผมบอกว่า เวลาเช้าๆแบบนี้ โยมป๊า โยมม้า เพิ่งจะหลับไปได้แป๊บเดียวคงลุกขึ้นมารอใส่บาตรยาก
หลวงพี่บอกผมว่า วันนี้เราลองเดินผ่านหน้าบ้านของผมไหม? แล้วไปกดกริ่งเรียกให้โยมป๊า โยมม้า
ให้ลุกขึ้นมาใส่บาตรพระลูกชายสักหน ผมถามกลับไปว่า ไปแบบจู่โจมแบบนี้คงไม่ได้หรอก
เพราะไม่ได้เตรียมของไว้ใส่บาตร หลวงพี่บอกว่า อะไรก็ใส่ได้ ทั้งนั้น พวกอาหารแห้งไง
มาม่า ไข่เค็ม ผักกาดดอง ที่ร้าน(บ้าน) ของผมมันก็มีอยู่แล้ว ผมนึกในใจไปกดกริ่งเรียกให้ป๊าม้า
มาเปิดประตู ให้มาใส่บาตรแบบนั้นจริงๆ มันคงจะดูแปลกๆพิลึก 

จนแล้วจนรอด ผมบวชเป็นพระอยู่เดือนกว่าๆ ป๊า กะ ม้า ของผม 
ก็ไม่เคยมีโอกาสได้ใส่บาตรพระลูกชาย(ผม)เลย
เอ.....หรือ ว่า เราจะกลับไปบวชใหม่อีกซะรอบ ดีไหม?

     Share

<< จดหมายของเพื่อนกบเรียนรู้กันแล้วค่อยรัก หรือ รักแล้วค่อยๆที่จะเรียนรู้กันไป >>

Posted on Fri 5 Oct 2012 4:53
Name :
Email :
URL :
Comment :
กรอกข้อมูลก่อนส่ง CAPTCHA Image
Refresh